เราตรวจไขมันในเลือดไปทำไม?

ทุกครั้งที่ไปตรวจสุขภาพประจำปี แพทย์มักจะมีการส่งตรวจระดับไขมันในเลือดด้วยเสมอ แสดงว่าค่าไขมันเหล่านี้ต้องมีความสำคัญต่อสุขภาพของเราอย่างแน่นอน ว่าแต่มันสำคัญยังไงกัน?

ค่าไขมันในเลือดมีอะไรบ้าง?

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ค่าไขมันในเลือดที่ตรวจเป็นประจำมีด้วยกันทั้งหมด 4 ชนิด ได้แก่

  • คอเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol) เป็นค่าที่บ่งบอกคอเลสเตอรอลทั้งหมดในเลือด
  • คอเลสเตอรอล ชนิด แอลดีแอล (LDL-C) หรือมักเรียกกันติดปากว่า “คอเลสเตอรอลตัวร้าย” เนื่องจากคอเลสเตอรอลชนิดนี้สามารถสะสมที่บริเวณผนังหลอดเลือด จนทำให้หลอดเลือดอุดตัน และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองได้
  • คอเลสเตอรอล ชนิด เอชดีแอล (HDL-C) เป็นคอเลสเตอรอลที่ดี เพราะทำหน้าที่ในการขนส่ง LDL-C ไปทำลายที่ตับ จึงช่วยให้หลอดเลือดไหลเวียนดี ไม่เกิดการอุดตัน
  • ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันที่เกิดจากการกินอาหารมากเกินไป โดยร่างกายจะเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินเป็นไขมันสะสมในรูปของไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งไตรกลีเซอไรด์นี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งยังเป็นสัญญาณของการเกิดโรคอื่น ๆ เช่น โรคอ้วน และโรคเบาหวาน เป็นต้น

ใครบ้างที่ควรไปตรวจ?

ตามคำแนะนำของสถาบันหัวใจ ปอด และเลือดแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา แนะนำว่า เบื้องต้นทุกคนควรมีการตรวจระดับไขมัน
ในเลือดเป็นประจำทุก 5 ปี

ความถี่ในการตรวจจะเพิ่มขึ้นตามอายุ

  • ผู้ชายที่มีอายุ 45-55 ปี และผู้หญิงที่มีอายุ 55-65 ปี ควรได้รับการตรวจทุก 1-2 ปี
  • ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเป็นประจำทุกปี

ใครบ้างที่ “ต้อง” ไปตรวจ?

หากคุณเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่มีลักษณะหรือพฤติกรรมเหล่านี้

  • มีคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ หรือมีภาวะไขมันเลือดสูง
  • มีน้ำหนักเกิน
  • ไม่ค่อยออกกำลังกาย
  • กินอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง
  • ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • สูบบุหรี่

คุณควรได้รับการตรวจระดับไขมันในเลือดให้เร็วที่สุด เพื่อเป็นการประเมินความเสี่ยง ซึ่งอาจช่วยให้คุณตรวจพบสัญญาณผิดปกติก่อนที่จะป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองในอนาคต

และทางที่ดีการเลิกพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้จะช่วยให้คุณปลอดภัยจากโรคได้ดีที่สุด

ด้วยความหวังดีครับ


คุณอ่านบทความนี้หรือยัง?