หลักง่าย ๆ ในการลดน้ำหนัก

Abstract photo created by freepic.diller – www.freepik.com

ถ้าพูดถึงการลดน้ำหนัก หลายคนก็คงจะบอกว่า ให้กินน้อย ๆ ออกกำลังกายเยอะ ๆ ซึ่งเป็นไปตามหลักสมดุลพลังงานที่ว่า หากต้องการลดน้ำหนักตัวลง ต้องได้รับพลังงานจากการกินอาหารน้อยกว่าพลังงานที่ใช้ในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

ทฤษฎีในการลดน้ำหนัก

เบื้องหลังหลักการนี้มาจากทฤษฎีที่ว่า ไขมันสะสมหนักประมาณ 1 ปอนด์ หรือ 0.45 กิโลกรัม จะให้พลังงาน 3,500 กิโลแคลอรี่

ดังนั้น หากสามารถลดปริมาณพลังงานที่กินได้วันละ 500 กิโลแคลอรี เท่ากับว่าในเวลา 1 สัปดาห์ พลังงานที่หายไปจะสูงถึง 3500 กิโลแคลอรี นั่นเท่ากับไขมันจะหายไปถึงเกือบครึ่งกิโลกรัมเลยทีเดียว

แล้วความเป็นจริงเป็นไปตามทฤษฎีหรือไม่?

แต่นั่นเป็นเพียงแค่ทฤษฎี ในความเป็นจริงแล้วร่างกายจะมีกลไกในการปรับตัวให้เหมาะสมกับพลังงานที่กินและพลังงานที่ใช้

หากลดพลังงานโดยการกินอาหารให้น้อยลงมาก ๆ จะทำให้ร่างกายเข้าใจผิดคิดว่ากำลังอยู่ในสภาวะอดอาหาร ซึ่งนั่นคือ หายนะเลยทีเดียว!

เพราะเมื่อร่างกายคิดว่าตอนนี้เรากำลังขาดอาหาร สิ่งที่มันจะทำคือ การดึงแหล่งพลังงานสะสมในร่างกายมาใช้ แต่น่าเสียดายที่สิ่งที่ดึงมาใช้เป็นพลังงานนั้นไม่ใช่ไขมัน แต่ดันเป็นกล้ามเนื้อ!

ซึ่งกล้ามเนื้อนั้นเป็นเตาเผาผลาญไขมันชั้นเยี่ยม การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อจึงทำให้อัตราการเผาผลาญลดลง และทำให้การลดไขมันเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าเดิม

เรียกได้ว่า กล้ามเนื้อหายไป แต่ไขมันอยู่ครบ

ยกตัวอย่างในกรณีผู้ที่ลดน้ำหนักโดยการอดอาหารหรือทานอาหารน้อยมาก มักพบว่าในช่วงแรก น้ำหนักจะลดลงอย่างรวดเร็วตามทฤษฎี แต่เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่ง น้ำหนักจะเริ่มคงที่หรือกลับมาอ้วนได้ง่ายกว่าเดิม เกิดเป็นโยโยเอฟเฟคท์ (Yoyo effect)

เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ในการเผาผลาญพลังงานถูกเอาไปใช้เป็นพลังงานเสียเอง วิธีนี้จึงไม่สามารถลดน้ำหนักได้ในระยะยาว แถมยังส่งผลเสียต่อสุขภาพในอนาคตอีกด้วย

กินน้อยลง อิ่มเท่าเดิม

กุญแจสำคัญในการลดน้ำหนักให้ได้ผลนั้น มาจากการที่เรา

“กินอาหารให้น้อยลงเล็กน้อย โดยที่ยังรู้สึกอิ่มเท่าเดิม”

เพราะการมีความรู้สึกหิวตลอดเวลาในขณะที่กำลังพยายามลดน้ำหนักนั้นไม่ต่างกับการมีระเบิดเวลาติดไว้กับตัว เมื่อไรก็ตามที่เราไม่สามารถอดทนกับความหิวได้อีกต่อไป ระเบิดเวลานั้นก็จะทำงาน แล้วก็ ตู้มมมม! ตบะแตก

ดังนั้น เพื่อให้การลดน้ำหนักในครั้งนี้ได้ผลลัพธ์ที่ดีตามที่หวังไว้ เราควรจะต้องทำความเข้าใจตัวเองก่อนว่า ทำไมเราถึงหิว แล้วเราจะสามารถจัดการกับมันได้อย่างไร


คุณอ่านบทความนี้หรือยัง?